Translate

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเลี้ยงนกกระจอกเทศ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเลี้ยงนกกระจอกเทศ แสดงบทความทั้งหมด

อาหารสำหรับนกกระจอกเทศ และปัญหาในการเลี้ยง

การให้อาหารนกกระจอกเทศอย่างถูกวิธี
นกกระจอกเทศ: สัตว์เศรษฐกิจ

สัตว์เศรษฐกิจ
โดยธรรมชาติของนกกระจอกเทศแล้วเป็นสัตว์กินพืช โดยกระเพาะของนกกระจอกเทศจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรกที่เป็นกระเพาะบดอาหารจะมีลักษณะเหมือนกระเพาะไก่ และถัดมาจะเป็นกระเพาะพักอาหาร ซึ่งจะมีลักษณะเหมือนกระเพาะของสัตว์เคี้ยวเอื้องทั่วไป เช่น โค กระบือ ดังนั้นอาหารของนกกระจอกเทศ จึงควรเป็นพืช ผัก หญ้า และสัตว์เล็กๆ น้อย ๆ เช่น จิ้งจก ลูกกบ หรือแมลงต่างๆ นอกจากนี้ นกกระจอกเทศยังจิกกินก้อนหิน ก้อนกรวด หรือหินเกล็ดเล็ก ๆ เพื่อช่วยในการบดย่อยอาหารที่บริเวณกระเพาะบดอีกด้วย
นกกระจอกเทศ

สำหรับผู้เลี้ยงนกกระจอกเทศในระบบฟาร์ม ควรตระหนักและให้ความสำคัญในเรื่องอาหารของนกกระจอกเทศให้มาก โดยผู้เลี้ยงจะต้องคำนวณปริมาณอาหารให้ตรงตามความต้องการของนกกระจอกเทศในแต่ละช่วงอายุให้ดี และอาหารสำหรับนกกระจอกเทศ จะต้องมีแร่ธาตุอาหารที่ครบถ้วนและเพียงพอ โดยเฉพาะแคลเซียม และไม่ว่าจะเป็นนกกระจอกเทศพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ หรือนกกระจอกเทศที่เป็นวัยรุ่นไปจนถึงวัยโต จะต้องเอาหญ้า  หรือผัก  สับ หั่น แยกเอาไว้ให้นกกระจอกเทศได้จิกกินด้วยเสมอ  เพื่อเพิ่มวิตามิน เกลือแร่ ให้แก่นกกระจอกเทศอย่างสมบูรณ์เต็มที่ และที่ลืมไม่ได้ก็คือน้ำสะอาดจะต้องมีให้นกกระจอกเทศดื่มกินอย่างพอเพียง และต้องมีอยู่ตลอดเวลาด้วย เพราะนกกระจอกเทศ เป็นนกที่ดื่มน้ำมากเป็นพิเศษ คือประมาณวันละ 9 -12 ลิตร ยิ่งหากมีสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวแล้ว นกกระจอกเทศก็ยิ่งจะดื่มกินน้ำมาก ผู้เลี้ยงจึงต้องเตรียมภาชนะใส่น้ำไว้ให้เพียงพอ เพื่อนกกระจอกเทศจะได้ดื่มกินสะดวก

สุดท้ายแม้นกกระจอกเทศจะเกิดมาเป็นสัตว์ทะเลทรายที่ธรรมชาติช่วยดูแลก็ตาม แต่เมื่อเรานำเอามาเลี้ยงอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ว่าจะเป็นในเชิงธุรกิจ หรือในเชิงเศรษฐกิจเช่นนี้ ยิ่งจะต้องดูแลให้ดีเป็นพิเศษครับ เพื่อความสมบูรณ์ แข็งแรง เพื่อสุขภาพที่ดี และผลผลิตก็จะดีตามมาด้วย

ปัญหาในการเลี้ยงนกกระจอกเทศ
นกกระจอกเทศ: สัตว์เศรษฐกิจ

สัตว์เศรษฐกิจ
ในการเลี้ยงนกกระจอกเทศในช่วงระยะ 1-3 เดือนแรก ถือเป็นช่วงที่มีปัญหาค่อนข้างมาก โดยเฉพาะปัญหาการตายของลูกนกกระจอกเทศ แต่หากผู้เลี้ยงทำตามขั้นตอนต่างๆ อย่างถูกต้องแล้ว ปัญหาการตายของลูกนกก็จะลดลงด้วย โดยปัญหาดังกล่าวมีสาเหตุหลักมากจากการกินอาหารผิดประเภท เนื่องจากระบบการย่อยอาหารของลูกนกกระจอกเทศวัยนี้ยังอ่อนแอ ทั้งนี้ผู้เลี้ยงจะต้องฝึกให้ลูกนกระจอกเทศรู้ว่า แหล่งอาหารอยู่ตรงไหน วางอาหารไว้ที่ไหน เพื่อป้องไม่ให้นกกระจอกเทศไปกินหญ้าหรือกินดินแทน ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อระบบย่อยอาหารของลูกนก จนถึงขั้นตายได้


ข้อมูลภาพ: Google
ที่มา: นิตยสารเส้นทางเศรษฐี ฉบับที่ 74 เดือนเมษายน ปี 2544

การเลี้ยงนกกระจอกเทศ (พ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ )

การเลี้ยงนกกระจอกเทศพ่อพันธุ์- แม่พันธุ์ ( อายุ 2 ปีขึ้นไป )
นกกระจอกเทศ: สัตว์เศรษฐกิจ

สัตว์เศรษฐกิจ
นกกระจอกเทศที่เจริญเติบโตเต็มวัย เหมาะที่จะเป็นพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ ได้ ก็ต่อเมื่อนกกระจอกเทศเพศเมียมีอายุ 2 ปีขึ้นไป และนกกระจอกเทศเพศผู้มีอายุ 2.5 ปีขึ้นไป ระยะนี้ต้องได้รับการเลี้ยงดูอย่างถูกต้อง จึงจะให้ผลผลิตเนื้อ และการผสมพันธุ์ที่สมบูรณ์ได้ หากเราเลี้ยงดูแลอย่างดีทุกขั้นตอนแล้ว นกกระจอกเทศจะให้ผลผลิตไข่ติดต่อกันได้นานถึง 40 ปี (อัตราส่วนของคู่ที่ใช้ผสมพันธุ์ คือ เพศผู้ 1 ตัว ต่อเพศเมีย 1-3 ตัว)
การเลี้ยงนกกระจอกเทศ


ดังนั้นเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ที่ดี และเพื่อผลผลิตที่สมบูรณ์และสม่ำเสมอของนกกระจอกเทศ ผู้เลี้ยงจึงควรปฏิบัติ ดังนี้

1. ควรให้อาหารที่ประกอบด้วยโปรตีน 15 - 17 % พลังงาน 2,300 - 2,600 กิโลแคลลอรี่ แคลเซี่ยม 18 % ฟอสฟอรัส 0.9 % วันละ 1-3 กิโลกรัมต่อตัว และควรเสริมด้วยหญ้า นอกจากนี้ผู้เลี้ยงจะต้องมีหินเกล็ดตั้งไว้ให้นกจิกกินด้วย เพื่อช่วยในการย่อยอาหารของนก

2. ผู้เลี้ยงควรหมั่นทำความสะอาดภาชนะที่ใส่น้ำและอาหารของนกกระจอกเทศทุกวัน และมีน้ำตั้งไว้ให้นกกินอยู่ตลอดเวลา

3. ในระยะนี้ผู้เลี้ยงนกกระจอกเทศควรจัดพื้นที่ให้เหมาะสม โดยใช้อัตราส่วนพื้นที่ภายในโรงเรือนตัวละ 5-8 ตารางเมตร และบริเวณลานวิ่งเล่นของนกกระจอกเทศ (นอกโรงเรือน) ตัวละ 400-500 ตารางเมตร และควรเลี้ยงฝูงละประมาณ 2 - 4 ตัว (เพศผู้ 1 ตัว เพศเมีย 1-3ตัว) ก็พอ

4. ควรเก็บไข่นกกระจอกเทศที่ฟักแล้วออกทุกวัน และนำไปรวบรวมไว้ในห้องควบคุมอุณหภูมิ เพื่อรอการเข้าตู้ฟัก แต่มีเคล็ดลับอย่างหนึ่งก็คือ ผู้เลี้ยงจะต้องมีไข่ปลอมวางไว้เพื่อเป็นอุบายให้แม่นกกระจอกเทศวางไข่ติดต่อไปเรื่อยๆ และควรขังนกกระจอกเทศไว้ด้านนอกโรงเรือนก่อนที่จะเก็บไข่ออก เพราะนกกระจอกเทศช่วงผสมพันธุ์จะดุร้ายมาก อาจทำอันตรายผู้เลี้ยงได้

5. หมั่นตรวจสุขภาพนกกระจอกเทศทุกวัน หากมีปัญหาหรือมีอาการผิดปกติต้องรีบแก้ไขในทันที

6. หมั่นตรวจดูสภาพภายในโรงเรือนเป็นประจำทุกวัน หากอุปกรณ์ชิ้นใดชำรุดเสียหาย จะต้องรีบซ่อมแซม หรือแก้ไขให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ทันที


7. ควรจดบันทึกการให้ผลผลิต การตาย การกินอาหาร การให้ยา รวมถึงการให้วัคซีนต่าง ๆ ของนกกระจอกเทศ เป็นประจำทุกวัน

ข้อมูลภาพจาก:Google

การเลี้ยงนกกระจอกเทศ (ช่วงอายุ 4 - 23 เดือน)

การเลี้ยงนกกระจอกเทศ ในช่วงอายุ  4 - 23 เดือน
นกกระจอกเทศ: สัตว์เศรษฐกิจ

สัตว์เศรษฐกิจ
ในช่วงระยะนี้ถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะเป็นช่วงที่นกกระจอกเทศเจริญเติบโตเร็วมาก น้ำหนักตัวในระยะนี้มักจะไม่สมดุลกับขาของตัวนก เพราะขาที่มีขนาดเล็กมาก ระยะนี้นกกระจอกเทศจึงมักจะเกิดปัญหาเกี่ยวกับขาที่รับน้ำหนักไม่ไหว หรือขาผิดปกติอยู่บ่อยครั้ง

สำหรับผู้ที่เลี้ยงดูแลนกกระจอกเทศในช่วงระยะนี้ จะมีขั้นตอนการจัดการดูแลดังนี้

1. อาหารที่ให้สำหรับนกกระจอกเทศในระยะนี้ จะประกอบด้วยพลังงาน 2,400 กิโลแคลอรี่ โปรตีน 18% แคลเซียม 1.6% ฟอสฟอรัส 0.8% และควรเสริมด้วยหญ้าแห้งหรือหญ้าสด นอกจากนี้ ผู้เลี้ยงควรควบคุมน้ำหนักตัวของนกกระจอกเทศ อย่าให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นเร็วเกินไป เพราะขาของนกกระจอกเทศในระยะนี้ยังไม่แข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักตัวของนกกระจอกเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วได้

2. ผู้เลี้ยงควรควบคุมการระบายอากาศภายในโรงเรือน ส่วนบริเวณที่ให้นกกระจอกเทศเดินเล่น ซึ่งเป็นบริเวณภายนอกโรงเรือน ผู้เลี้ยงจะต้องระมัดระวังอย่าให้มีเศษวัสดุ เช่น เศษไม้ เศษผ้า เหล็ก ตะปู ฯลฯ ตกหล่นอยู่ เพราะนกกระจอกเทศจะจิกกิน ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อนกกระจอกเทศได้ และควรจัดอัตราส่วนพื้นที่ให้เหมาะสมกับจำนวนนกกระจอกเทศ โดยกำหนดพื้นที่ให้ตัวละ 1.5 ตารางเมตร (บริเวณที่เป็นโรงเรือน) และบริเวณด้านนอกซึ่งเป็นที่วิ่งเล่นของนกกระจอกเทศอย่างน้อยต้องมีพื้นที่ตัวละ 200 ตารางเมตร นอกจากนี้ผู้เลี้ยงไม่ควรเลี้ยงนกกระจอกเทศให้อยู่รวมเป็นฝูงเดียวกันมากกว่า 40 ตัว

3. ควรเพิ่มจำนวนภาชนะใส่น้ำและอาหารให้เหมาะสมกับจำนวนของนกกระจอกเทศ และผู้เลี้ยงควรทำความสะอาดภาชนะที่ใส่น้ำและอาหารเป็นประจำทุกวัน และในเวลากลางคืนไม่ควรให้แสงสว่างมากนัก เพราะแสงสว่างตามธรรมชาติที่นกกระจอกเทศได้รับ ก็เพียงพออยู่แล้ว และสุดท้ายอย่าลืมทำบันทึกข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับอัตราการตาย การกินอาหาร การเจริญโตและอาการผิดปกติต่างๆดของนกกระจอกเทศไว้ด้วย เพื่อประโยชน์ในการดูแลและแก้ไข เมื่อเกิดปัญหาขึ้น


ที่มา: นิตยสารเส้นทางเศรษฐี ฉบับที่ 74 เดือนเมษายน ปี 2544

การเลี้ยงนกกระจอกเทศเล็ก (อายุ 1-3 เดือน)

การดูแลนกกระจอกเทศ  ในช่วงอายุ 1 – 3 เดือน
นกกระจอกเทศ: สัตว์เศรษฐกิจ

สัตว์เศรษฐกิจ
ในการเลี้ยงนกกระจอกเทศทุกขั้นตอน ผู้เลี้ยงต้องพิถีพิถันสักหน่อยนะครับ เพราะในช่วงระยะนี้ลูกนกค่อนข้างตกใจง่าย และในบทความนี้ก็มีหลักปฏิบัติสำหรับผู้เลี้ยงนกกระจอกเทศ ไว้ดังต่อไปนี้

1. ในการยกเครื่องกกลูกนกกระจอกเทศออก ต้องยกออกด้วยความระมัดระวัง อย่าให้ลูกนกตกใจ และควรสังเกตอาการของลูกนกกระจอกเทศด้วย หากพบว่าผิดปกติ ต้องรีบหาสาเหตุและแก้ไขโดยทันที

2. ควรทำความสะอาดภาชนะที่ใส่อาหารของนกกระจอกเทศ อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง ส่วนภาชนะที่ใส่น้ำ ควรทำความสะอาดอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง และต้องมีน้ำให้นกกระจอกเทศกินตลอดเวลาด้วย ส่วนการให้อาหารลูกนกกระจอกเทศ ควรให้ครั้งละน้อย ๆ ก็พอ แต่จะให้วันละ 4 - 5 ครั้ง

3. เมื่อลูกนกกระจอกเทศแข็งแรงและสมบูรณ์ดีแล้ว ควรปล่อยให้ลูกนกได้ออกไปเดินเล่นข้างนอกโรงเรือนอนุบาลบ้าง เพราะจะทำให้ลูกนกแข็งแรงมากยิ่งขึ้น และควรหมั่นตรวจสุขภาพของลูกนกกระจอกเทศเป็นประจำทุกวัน ตลอดจนจัดการด้านสภาพแวดล้อมให้ดี ไม่ว่าจะเป็นการระบายอากาศ ตลอดถึงวัสดุรองพื้นต้องให้อยู่ในสภาพที่ดีอยู่เสมอ

4. ผู้เลี้ยงควรจดบันทึกอัตราการตาย การกินอาหาร การให้ยาหรือวัคซีน และอัตราการเจริญเติบโต ตลอดจนข้อมูลต่างๆ ที่เป็นของนกกระจอกเทศ เพื่อประโยชน์ในการดูแลและแก้ไข เมื่อเกิดปัญหาขึ้น


ที่มา: นิตยสารเส้นทางเศรษฐี ฉบับที่ 74 เดือนเมษายน ปี 2544

การเลี้ยงลูกนกกระจอกเทศ (ช่วงอายุ 0-4 สัปดาห์)

การอนุบาลลูกนกกระจอกเทศ ในช่วงอายุ 0-4 สัปดาห์
นกกระจอกเทศ: สัตว์เศรษฐกิจ

สัตว์เศรษฐกิจ
สำหรับการเลี้ยงลูกนกกระจอกเทศในระยะนี้ ต้องใช้อุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็นดังนี้ เครื่องฟักไข่ อุปกรณ์สำหรับให้น้ำ ให้อาหารและวัสดุรองพื้นเป็นต้น และที่สำคัญอุปกรณ์ดังกล่าวจะต้องสะอาด และผ่านการฆ่าเชื้อโรคแล้ว และต้องตรวจสอบการทำงานของเครื่องกกลูกนกให้เรียบร้อย ก่อนการใช้งานจริงอย่างน้อย 24 ชั่วโมง) มีข้อปฏิบัติในการดูแลลูกนกกระจอกเทศ ไว้ดังนี้

1. ต้องเปิดสวิทซ์ไฟเครื่องกกลูกนกประมาณ 3 - 4 ชั่วโมง และตั้งอุณหภูมิไว้ที่ 90 - 95 องศาฟาร์เรนไฮต์ ก่อนจะนำลูกนกกระจอกเทศเข้ามากก

2. ผู้เลี้ยงต้องเติมวิตามินในน้ำสำหรับเลี้ยงลูกนกกระจอกเทศ ก่อนที่จะให้ลูกนกกินประมาณ 1 - 2 ชั่วโมง ทั้งนี้เพื่อปรับอุณหภูมิของน้ำให้มีความใกล้เคียงกับสภาพแวดล้อม และให้ลูกนกกินน้ำผสมวิตามินอย่างต่อเนื่องประมาณ 10-14 วัน

3. ในช่วงอายุ 2-3 วันแรกของนกกระจอกเทศ อาจจะไม่จำเป็นต้องให้อาหาร ทั้งนี้ก็เพื่อให้ลูกนกกระจอกเทศ ดูดซึมอาหารและย่อยไข่แดงหมดเสียก่อน จากนั้นจึงให้อาหารข้นที่มีโปรตีน 20 – 22 % พลังงาน 2,700 กิโลแคลอรี่ แคลเซี่ยม 1.4 % ฟอสฟอรัส 0.7% หลังจากนั้น 7-10 วัน อาจให้หญ้าสดที่สับเป็นชิ้นเล็กๆ แก่ลูกนกกระจอกเทศเพิ่มขึ้นด้วย

4. ในระยะแรกลูกนกกระจอกเทศอาจจะยังไม่รู้จักอาหารและน้ำ ผู้เลี้ยงควรนำลูกนกกระจอกเทศไปยังที่ให้น้ำ แล้วจับปากจุ่มน้ำ 2-3 ครั้ง นิสัยโดยทั่วไปของนกกระจอกเทศเป็นสัตว์ที่ร่าเริง ดังนั้นอาจจะใส่ลูกบอลพลาสติก ลูกปิงปอง หรือลูกกอล์ฟ ในภาชนะให้อาหาร เพื่อให้ลูกนกกระจอกเทศเล่นไปด้วย จิกกินอาหารไปด้วย วิธีนี้จะทำให้ลูกนกกระจอกเทศกินอาหารได้มากยิ่งขึ้น

5. ควรขยายพื้นที่บริเวณที่ใช้กกลูกนกออกทุก ๆ 3 - 4 วัน อันนี้ขึ้นกับสภาพอากาศ และควรลดอุณหภูมิในบริเวณที่ใช้กกลูกนก ครั้งละ 5 องศาฟาเรนโฮต์ โดยจะใช้เวลากกลูกนกกระจอกเทศประมาณ 8 สัปดาห์ ทั้งนี้ให้สังเกตความสมบูรณ์ของลูกนกกระจอกเทศด้วย

6. ในระยะแรก นกกระจอกเทศจะมีอัตราการเติบโตประมาณเดือนละ 1 ฟุต จนกระทั่งนกกระจอกเทศสูงถึง 5 - 6 ฟุต จึงจะมีอัตราการเจริญเติบโตที่น้อยกว่า 1 ฟุตต่อเดือน

7. ในระยะ 4 สัปดาห์แรกควรให้แสงสว่างในโรงเรือนตลอด 24 ชั่วโมง หลังจากนั้นค่อยลดระยะเวลาในการให้แสงสว่างลง เหลือ 20 - 23 ชั่วโมงต่อวัน และหมั่นตรวจดูวัสดุรองพื้นอยู่เสมอ ไม่ให้ชื้นแฉะ หรือแข็งเป็นแผ่น หรือมีกลิ่นเด็ดขาด หากมีต้องรีบแก้ไข และควรสังเกตอุจจาระของนกกระจอกเทศตลอดเวลา เพราะตามปกติของนกกระจอกเทศแล้ว จะถ่ายอุจจาระอ่อน ไม่แข็งแห้ง ปัสสาวะจะต้องเป็นน้ำใส ไม่เหนียว หรือขุ่นข้น

8. เมื่อนกกระจอกเทศแสดงอาการผิดปกติ ผู้เลี้ยงจะต้องรีบหาสาเหตุ และควรเอาใจดูแลใส่เรื่องสุขาภิบาลของนกกระจอกเทศ เพื่อหาทางแก้ไขโดยด่วน ต่อไป


ที่มา: นิตยสารเส้นทางเศรษฐี ฉบับที่ 74 เดือนเมษายน ปี 2544

การผสมพันธุ์ของนกกระจอกเทศ

การผสมพันธุ์ และการวางไข่ของนกกระจอกเทศ : สัตว์เศรษฐกิจ

สัตว์เศรษฐกิจ
นกกระจอกเทศตัวเมียที่เจริญเติบโต และมีความสมบูรณ์เต็มที่ เต็มวัย มีความพร้อม และเหมาะสม หรือพร้อมที่จะเป็นแม่พันธุ์จะอยู่ในช่วงอายุ 18 เดือน ส่วนนกกระจอกเทศตัวผู้ จะอยู่ในช่วงอายุ 24 เดือน แต่การผสมพันธุ์ไม่สามารถกระทำได้ทันทีนะครับ คือจะต้องปล่อยให้นกกระจอกเทศทั้งคู่อยู่ด้วยกันประมาณ 6 เดือนก่อน และในการจัดผสมพันธุ์ของนกกระจอกเทศ จะต้องแยกเป็นคู่ ๆ ภายในคอก ซึ่งล้อมด้วยตาข่ายเหล็กสูงประมาณ 1 เมตรเศษ และในโรงเรือนของนกกระจอกเทศ ควรจะปรับสภาพหน้าดินให้เป็นพื้นทรายไว้ เมื่อแม่นกกระจอกเทศออกไข่ ก็จะสามารถนำไข่มาเข้าตู้ฟักได้เลย และที่สำคัญผู้เลี้ยงจะต้องคอยสังเกตดูพฤติกรรมของนกกระจอกเทศให้ดีว่า พ่อแม่พันธุ์ของนกกระจอกเทศคู่ใดที่สามารถเข้าคู่กันได้ดี จึงเหมาะที่จะนำมาตรวจสอบสายพันธุ์ เพราะนกกระจอกเทศทั้งสองตัวจะต้องไม่มีสายเลือดเดียวกันอย่างเด็ดขาด โดยนกกระจอกเทศทุกตัวจะต้องมีเบอร์ติดที่คอ มีการทำประวัติ และฝังไมโครชิบไว้ตั้งแต่อายุเพียง 3 เดือนเท่านั้น

การวางไข่ของนกกระจอกเทศ

นกกระจอกเทศ: สัตว์เศรษฐกิจ
หลังจากที่นกกระจอกเทศผสมพันธุ์กันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว (แม่นกจะยังอาศัยอยู่ในโรงเรือนก่อน) ผู้เลี้ยงนกกระจอกเทศก็จะสามารถนำไข่มาเข้าตู้ฟักได้ทันที

ข้อควรรู้เกี่ยวกับแม่นกกระจอกเทศ
1. แม่นกกระจอกเทศตัวที่แข็งแรง สมบูรณ์เต็มวัย สามารถให้ไข่สูงสุดประมาณ 80 ฟองต่อปี แต่ถ้าแม่นกมีอายุมากขึ้น แม่นกกระจอกเทศก็จะให้ไข่ในปริมาณที่น้อยลงตามวัยที่มากขึ้นด้วย
2. แม่นกกระจอกเทศที่มีการเจริญเติบโต สมบูรณ์เต็มวัย สามารถให้ไข่ได้ดีที่สุดในช่วงอายุ 5-10 ปี
3. ตามข้อมูลผู้เพาะเลี้ยงในต่างประเทศพบว่า แม่นกกระจอกเทศสามารถให้ไข่ได้จนถึงอายุ 40 ปี

ระยะเวลาการฟักไข่ของนกกระจอกเทศ

นกกระจอกเทศ: สัตว์เศรษฐกิจ
หลังจากที่แม่นกกระจอกเทศให้ผลผลิตไข่แล้ว ผู้เลี้ยงจะนำไข่ของนกกระจอกเทศเข้าตู้ฟัก ลูกนกกระจอกเทศที่ฟักเป็นตัวแล้วจะถูกแยกมาเลี้ยงในโรงเรือนอนุบาลลูกนกประมาณ 1 เดือน ถึงจะปล่อยไปอยู่รวมกันด้านนอก ที่เป็นโรงเรือนเลี้ยงลูกนกจนอายุครบ 3 เดือน หลังจากนั้นก็จะแยกไปอยู่อีกโรงเรือนหนึ่ง พอนกกระจอกเทศอายุครบ 6 เดือน ก็จะย้ายไปเลี้ยงรวมกันกับนกกระจอกเทศตัวอื่นๆ จนกระทั่งเข้าสู่วัยผสมพันธุ์ ซึ่งมีอายุประมาณ 18 - 24 เดือน จึงจะแยกนกกระจอกเทศออก และเลี้ยงเป็นคู่ๆ เพื่อให้ผสมพันธุ์กันต่อไป

ที่มา: นิตยสารเส้นทางเศรษฐี ฉบับที่ 74 เดือนเมษายน ปี 2544

สายพันธุ์นกกระจอกเทศ

สายพันธุ์ของนกกระจอกเทศ
การเลี้ยงนกกระจอกเทศ : สัตว์เศรษฐกิจ

สัตว์เศรษฐกิจ
ในปัจจุบันนกกระจอกเทศเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่มีความสำคัญ และเป็นที่นิยมเพาะเลี้ยงกันมาก เพราะอวัยวะทุกส่วนของนกกระจอกเทศสามารถนำมาทำประโยชน์ได้ทั้งหมด เช่น นำหนังนำมาผลิตกระเป๋า และเข็มขัด ขนของนกกระจอกเทศนำมาทำเครื่องประดับ หรือแม้แต่น้ำมันของนกกระจอกเทศก็ยังนำมาสกัดใช้ประโยชน์ได้
นกกระจอกเทศพันธุ์ที่นิยมเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ หรือในเชิงเศรษฐกิจ มีอยู่ด้วยกัน 3 สายพันธุ์ คือ

1. นกกระจอกเทศ: พันธุ์คอแดง
นกกระจอกเทศสายพันธุ์นี้จะมีผิวหนังสีชมพูเข้ม ตัวผู้จะมีขนสีดำตลอดลำตัว ยกเว้นปลายหาง และมีปีกสีขาว ส่วนนกกระจอกเทศตัวเมียจะมีขนสีน้ำตาลเทา นกกระจอกเทศพันธุ์คอแดงเป็นนกกระจอกเทศที่มีขนาดใหญ่ ให้ผลผลิตเนื้อมากแต่จะมีไข่น้อย ตัวผู้จะมีนิสัยดุร้ายมาก โดยเฉพาะในช่วงผสมฤดูพันธุ์

2. นกกระจอกเทศ: พันธุ์คอดำ
นกกระจอกเทศสายพันธุ์นี้ ผิวจะมีสีเทาดำ เท้าและปากมีสีดำ เป็นนกกระจอกเทศที่ตัวเล็ก ให้ผลผลิตเนื้อน้อย มีนิสัยเชื่องไม่ดุร้าย และเป็นนกกระจอกเทศสายพันธุ์ที่เหมาะกับสภาพแวดล้อมในเมืองไทยมากที่สุด

3. นกกระจอกเทศ: พันธุ์คอน้ำเงิน

นกกระจอกเทศสายพันธุ์นี้ มีผิวหนังสีฟ้าอมเทา มีสีขนเหมือนกับนกกระจอกเทศพันธุ์คอแดง แต่ตัวจะเล็กกว่าเล็กน้อย เป็นนกกระจอกเทศสายพันธุ์ที่ให้เนื้อน้อยกว่าพันธุ์คอแดง แต่จะให้ผลผลิตไข่ในปริมาณที่มากกว่านกกระจอกเทศพันธุ์คอแดง